Chetthida's profile...^Completely Happy^...PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
...^Completely Happy^...เพราะวันนี้...ชีวิตมีความสุข |
||||||||||||||||
|
...ส๊าธุ ใครมาอ่านแล้วไม่เม้น หรือใครมาเม้นแล้วไม่อ่าน .... F...
September 28 อารมณ์คนจะเรียนจบพระจันทร์จ๋า... ขอเวลาว่างว่างบ้างได้ไหม ฉันอยากนั่งมองจันทร์กว่าัวันใด เบื่อจอใส, กองหนังสือ, มือถือบาง พระจันทร์จ๋า... ดูเหมือนว่าวันวันพระจันทร์ว่าง ยิ้มแก้มป่องครองฟ้าแสงล้าราง ขอฉันบ้างนั่งแก้มป่องมองดูจันทร์ พระจันทร์จ๋า... ตอนเด็กเด็กๆ ฉันฝันว่า ... ^^ ฝันนะฝัน! ฝันว่าเป็นยอดกวีศรีสุพรรณ ตลกดีวันนั้นฝันทำไม... แต่...พระจันทร์จ๋า สามปีก่อนฉันฝันว่าฉันเติบใหญ่ เป็นนิสิตเรียนจุฬาฯมหา'ลัย คิดว่าที่ฝันไว้ได้คว้าครอง เฮ้อ ... พระจันทร์จ๋า แต่ปีหน้าความฝันฉันยังหมอง ฉันไม่มีทางใดให้ใฝ่มอง ฉันไม่เห็นแสงทองของทางใด พระจันทร์จ๋า... ฉันไม่ล้า ไม่ท้อ ไม่อ่อนไหว แต่ฉันงง ฉันสั่น ฉันหวั่นใจ โอ้พระจันทร์ ได้ยินไหม... เฮ้อ..... อะไรของมึง! ..... July 28 ... ตัวแม่!!! ...ตัวแม่ !!!! อะไรก็ตัวแม่!!! โน่นก็แม่ นี่ก็แม่ ... ขนาดผู้ชายในคณะอักษรก็ยังเป็นตัวแม่! โดยดำรงเพศพ่ออยู่แท้ๆ อนึ่งคำว่าตัวแม่นั้น ใช่ว่าจะเป็นคำใหม่คิดใหม่เพื่อวัยรุ่นไทยหรอกนะ เจ้าของ "ตัวแม่" นั้นมีตัวตนและคงตายจนเกิดมาหลายรอบแล้ว วันนี้นั่งๆเรียนวิชาวรรณกรรมพื้นบ้านอยู่ บังเอิ๊ญญญญ เรียนวรรณกรรมภาคเหนือและได้อ่านสำนวนภาคเหนือ สำนวนน่ารักๆก็มีหลายสำนวนเ่ช่น ช้างย่ำนา พญาย่ำเมือง ... คือ ... ขี่ช้างจับตั๊กแตน เยี่ยะนาล่าเป็นข้าควาย เอาเมียสายเป็นข้าลูก ... คือ ทำนาช้าเป็นเป็นขี้ข้าควาย ประโยคหลังแปลเอง ผัวเปรตเมียผี ... คือ ... คู่รักประเภทผีเน่าโลงผุ หน้าอย่างแพะเมื่อย ... คือ ... ทำหน้าเซ็งเหมือนแพะเมื่อย (ปกติหน้าแพะตอนไม่เมื่อยก็เซ็งจะตายอยู่แล้ว) แข้งสามล้อ / ข้อนักมวย / _วยตุ๊เจ้า ... คือ ความแข็งสามประการที่ไม่พึงปรารถนาอันได้แก่ แข้งสามล้อ, ข้อนักมวย และ .... ของพระสงฆ์ ไอ้หน้าเตี่ยวใน ... คือ ไอ้หน้ากางเกงลิง อ้าขาควบร่องเหมือง ... คือ เหยียบเรือสองแคม หน้าหมองเหมือน (ห + สระ อี) เสือ <แร๊ง!!!> ... หน้าตาหมดอาลัยตายอยากเหมือนน้องจิ๊มิของเสือ (เพราะนานน๊านที น้องเสือเค้าจะมีการผสมพันธ์ซักครั้ง) จากตัวอย่างนานาจะเห็นได้ว่า คนเหนือนั้นเป็นกลุ่มชนอินดี้ ที่ใช้ภาษาได้จั๊กจี้หัวใจมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เราจึงขอยกรางวัล "ผู้นำแฟชั่นภาษาปาก" ดีเด่น ให้แก่ภาษาเหนือไป ถ้าตัวอย่างดังกล่าวอาจจะยังดูไม่หนักแน่นนักสำหรับการได้รับรางวัลนี้ เราก็ขอเสนอสำนวนเำพิ่มเติมที่เชื่อว่าสามารถลบข้อกังขาดังกล่าวออกไปได้ทั้งหมด เพราะคนเหนือเค้ามีสำนวนเรียกคนขี้เมามาแต่โบร่ำโบราณแล้วว่า ขี้เหล้าตัวแม่ !!!! ขอเปลี่ยนชื่อรางวัลเป็น "รางวัล ตัวแม่ของตัวแม่" ก็ละกัน ^^ July 09 ความจำสั้น … แต่รักฉันยาว
รักยิ่งใหญ่ ใช่จะต้องยืนยาว … ดีวีดีใหม่เอี่ยมนอนนิ่งอยู่ในกระเป๋ามาตลอดวันหยุดยาวที่ผ่านมา ไม่อยากรีบดู … เพราะนี่คือหนังไทย จนแล้วจนรอด ก็ต้องรอเวลาที่นั่งเศร้าๆอยู่ ถึงได้ฤกษ์หยิบหนังเรื่องนี้ขึ้นมาดูแบบรวดเดียวจบ
“… ไกลสุดฟ้า ก็ไม่สามารถกลั้นเราแค่ห่างแค่เพียงเอื้อมมือ แต่การได้รักเธอ นั่นคือของสำคัญกว่า และมันมีค่ามากเกินกว่าสิ่งไหนๆ…” ใครหนอช่างเลือกเพลงนี้มาเป็น Background แค่นี้น้ำตาก็จะไหลอยู่แล้ว
ไม่ว่าจะเรียกว่าสปอยล์หรือไม่ก็ตาม … ภาพยนตร์ไทยเรื่องนี้ เป็นเรื่องราวความรักของคนสองวัย คู่หนึ่งเป็นหนุ่มสาว หาดูได้ดาษดื่นจากภาพยนตร์ทั่วโลก ส่วนอีกคู่หนึ่ง เป็นคุณลุงและคุณป้า หาดูได้บ้าง แต่จะซาบซึ้งกว่าถ้าดูจากภาพยนตร์เรื่องนี้ … เพราะนี่คือหนังไทย
ลุงจำรัส และป้าสมพิศ ต่างคนต่างมีครอบครัว และดูเหมือนว่าคนรักของทั้งคู่ต่างก็อำลาโลกไปนานแล้ว เหลือเพียงลูกหลานและเวลาว่าง ให้ผู้ใหญ่สองคนนี้ได้ใช้ชีวิตไปตามวิถีที่เรียบง่ายสงบสุข และแล้วความรักก็ก่อตัวขึ้นในชมรมคอมพิวเตอร์ ที่ลุงจำรัสและป้าสมพิศจะนั่งเรียนเคียงข้างกันเสมอ
หนังเรื่องนี้เปิดตัวลุงและป้าด้วยฉากที่เห็นกลาดเกลื่อนในละครวัยรุ่นทั่วไป ครูใหม่เข้ามาสอนในห้อง นางเอกเป็นนักเรียนผู้ตั้งใจเรียน ส่วนพระเอกก็เป็นก๊วนกวนประสาทครู ผิดอยู่ก็แต่ ครูนั้นมีอายุเป็นรุ่นราวคราวลูกของนักเรียนเลยก็ว่าได้
วันแรกของการเรียนการสอน ป้าสมพิศเรียกร้องให้ครูสอนเล่น msn แล้วหยิบสมุดโน้ตเล่มสีครีมสะอาดตาขึ้นมาจดขั้นตอน แม้ครูจะบอกว่าไม่ต้องจด … แต่ป้าก็ยืนยันว่า “ขอจดกันลืม”
ถ้าความรักเช่นนี้ ถูกเล่าต่อไปปากต่อปาก ก็คงเป็นความรักที่กระดากหูไม่น้อย แต่เมื่อนำความรักที่ละเอียดอ่อนของคนสูงวัย มาถ่ายทอดอย่างละเมียดละไมลงบนแผ่นฟิล์ม
รักของลุงจำรัส ที่ทุ่มเทขับรถจากชุมพรมากรุงเทพฯทุกวัน เพื่อมาเรียนคอมพิวเตอร์กับป้าสมพิศ และรักของป้าสมพิศ ที่สู้อุตส่าห์หนีลูกไปเที่ยวบ้านลุงจำรัสอยู่หลายวัน
… จึงเป็นรักที่มากกว่าคำว่า “น่าประทับใจ”
แม้จะถูกลูกๆกีดกันความรักมาเพียงใด แต่ลุงจำรัสก็ยังคงเพียรพยายาม และป้าสมพิศก็ตอบแทนความรักนั้นด้วยการหนีลูกๆไปเยี่ยมบ้านลุง ตลอดระยะเวลาที่บ้านสวนของลุงจำรัส คุณป้าถามคุณลุงว่า ฉันขออยู่ที่นี่ด้วยได้ไหม คำตอบของคุณลุงคือ “ไม่ได้” พร้อมเหตุผลแสนสุภาพว่า …เรื่องแบบนี้ต้องให้ผู้ชายขอ… “ฉันมันคนสวน ไม่มีแก้วแหวนเงินทองอะไรหรอกนะแม่สมพิศ” ลุงกล่าว แล้วก็ลุกขึ้นเด็ดลูกชมพู่มะเหมี่ยวจากต้นเก่าแก่หน้าบ้าน มายื่นให้ป้าพร้อมกับขอแต่งงาน
… ปลายขอบฟ้า กับระเบียงที่เราเคยนั่งมองทั้งฟ้าด้วยกัน ต้นไม้ต้นนั้น จะดูแลรักษามันแทนความคิดถึง เมื่อเธอไม่อยู่ตรงนี้ …
ต้องปรบมือดังๆให้กับผู้สร้างหนัง ที่เล่าเรื่องรักของผู้ใหญ่ ให้จบแบบถูกน้ำใจคนไทย เพราะแม้นี่คือความรักที่สวยงามเพียงใด ตามหลักความเป็นจริง ก็คงเป็นไปได้ยาก สุดท้ายป้าสมพิศก็ต้องย้ายไปอยู่กับลูกที่อเมริกา และลุงจำรัสก็ต้องย้ายมาอยู่กับลูกที่กรุงเทพฯ ทั้งที่ทั้งสอง ตกลงใจว่าจะแต่งงาน และย้ายไปอยู่บ้านสวนที่ชุมพรด้วยกันในบั้นปลายชีวิต
… เพราะความจำสั้นๆ … ของลุงจำรัส
ท้ายที่สุดแล้ว ลุงจำรัสก็ล้มป่วยลงด้วยอาการอัลไซเมอร์ เป็นเหตุให้ลุงต้องขายบ้านสวน แล้วย้ายมาอยู่กับลูก ในขณะที่ป้าสมพิศเอง ก็ถูกลูกๆเรียกร้องให้ไปอเมริกาด้วยกัน พร้อมกับคำถามบาดใจที่ว่า “แม่รักลุงจำรัส แล้วแม่ไม่รักพวกเราหรือ ?”
สักวันลุงจำรัสคงลืมเรื่องราวทุกอย่างจนหมดสิ้น และป้าสมพิศคงจะคิดถึงลูกๆทุกคน อ้อมกอดอุ่นๆสุดท้ายระหว่างคุณลุงและคุณป้า จึงก้องกังวาลไปด้วยถ้อยคำที่ว่า “จากกันตอนที่ยังจำกันได้นั่นแหละดี” … จริงอย่างที่ลุงจำรัสบอก “… ไม่มีคำว่าไม่ลืมหรอก มีแต่ลืมช้ากับลืมเร็ว ฉันมันลืมเร็วไปหน่อยเท่านั้นเอง …” แต่ความจำ กับความรู้สึกนั้นอาจอยู่คนละฝั่งกัน ต่อให้ลืมว่าเคยทำอะไรไว้ แต่คงไม่ลืมว่ารักมากเพียงใด…
ฉันขอสัญญาจะจำทุกเรื่องราว ไม่ว่าร้ายหรือดีสุขหรือทุกข์ใจ ฉันจะทบทวนเรื่องราวของเธอตลอดไป วันสุดท้ายที่ฉันหายใจจะได้ไม่ลืมกัน … ลุงจำรัสหยิบสมุดสีครีมเล่มสะอาดขึ้นมาเปิดอ่านในบ้านกลางเมืองกรุงเทพมหานคร พลิกไปอ่านหน้า “วิธีการใช้โปรแกรม MSN” ที่เขียนด้วยลายมือสะอาดตา แล้ว sign in เข้าไปทัก “พิซซ่า” ป้าสมพิศตื่นจางภวังค์ที่ยืนจ้องดูหิมะโปรยปรายนอกหน้าต่างอยู่นาน เพราะเสียงเรียกจากคอมพิวเตอร์ … เพราะสมุดจดกันลืมของป้านั่นเอง ที่ทำให้ลุงสมพิศรู้วิธีพิมพ์ความรักส่งมาถึงป้าได้ทุกวัน
… แค่นี้น้ำตาก็ไหลแล้วไหลอีก … บางครั้งการคาดหวังให้ความรักยืนยาว อาจไม่ใช่สิ่งที่งดงามสำหรับหัวใจ เพียงจุดความรักเล็กๆที่เกิดขึ้น แล้วเรารู้ว่านั่นคือความรักจริงๆ … ก็ควรค่าที่เราจะมีความสุขแล้วไม่ใช่หรือ
ขอบคุณภาพยนตร์เรื่องนี้ ที่ขัดหัวใจกระด้างๆของคนดู ให้เรียบมนด้วยมนต์สะกดของคำว่า “รัก” และลบความทุกข์หนักๆจากคำว่า “ลืม” หนังไทยเรื่องนี้ … ต้องดู!
…โปรดจงมั่นใจ ฉันขอสัญญาจะจำทุกเรื่องราว ไม่ว่าร้ายหรือดีสุขหรือทุกข์ใจ ฉันจะทบทวนเรื่องราวของเธอตลอดไป วันสุดท้ายที่ฉันหายใจจะได้ไม่ลืมเธอ…
June 29 ยังไงชอบกล
จรดนิ้วลงคีย์บอร์ดมาหลายครั้งหลายหน สุดท้ายก็ลงที่การปิดโปรแกรมไปโดยไม่มีการบันทึกข้อความใดใดเกิดขึ้น ทั้งๆที่อัดอั้นตันใจ … แต่ก็ไม่รู้จะขีดเขียนอะไรได้เท่าที่ใจกดดัน …
เปล่าเลย … ชีวิตของเราตอนนี้ไม่ได้มีปัญหาใดใดทั้งสิ้น ปกติ – สุข – ดี เท่าที่สังเกตเห็นนะ ^^
อรุณเบิกฟ้า … เดี๋ยวนี้หน้าห้องของเรา มีนก “กา” มาโบยบิน ไม่รู้มันจะมาหากินร่าเริงแจ่มใสรึเปล่า แต่การได้เห็นอีกามาเกาะหน้าต่าง มันก็แปลกดี จงอยปากมันยาวและคม ตัวดำ ขนาดเท่าแม่ไก่ นัยน์ต่าสีแด๊งงงงงงงงงง … หาได้ที่ไหนนะ ภาพแบบนี้ … ก็หาได้ที่จุฬาฯนี่ไง ^^
กี่ครั้งต่อกี่ครั้งที่มานั่งบ่นว่าเวลาผ่านไปรวดเร็ว ทั้งๆที่บ่นไปก็สองไพเบี้ย แต่ถ้านิ่งเสีย คงได้แค่ไพเบี้ยเดียว ก็เลยบ่นต่อ … ใครจะรู้มั่งหนอ ว่าชีวิตคนใกล้จบมันมึนๆ ไอ้จะเรียนต่อ ก็ไม่รู้จะเรียนไปทำไม ไอ้จะทำงาน ก็ไม่รู้ว่าจะได้งานดีมั้ย ทำไมตอนเด็กๆไม่เห็นกังวลว่างานจะดีไม่ดี แค่ให้มีงานก็พอ … พอมาตอนนี้ งานอะไรก็ไม่ดีซักอย่าง ไอ้งานที่ดีดี เราเองก็ดันดีไม่พอซะงั้น คิดแล้วตื่นเต้นเป็นงึ่กๆงั่กๆ ไม่รู้จะเดินทางไหนต่อดี
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น พลังชีวิตย่อมสำคัญที่สุด ทุกวันนี้พลังชีวิตหาได้ไม่ไกล แต่ก็หยิบไม่ค่อยถึง ชีวิตจึงยังล้มๆลุกๆพิกล อายุที่มากขึ้น ความรับผิดชอบที่มากขึ้น ความสุขุมที่มากขึ้น เติบโตขึ้นพร้อมกับความขี้เกียจที่ฟูขึ้น เดี๋ยวนี้ทำอะไร ก็เหมือนกระดูกกระเดี้ยวจะไม่อำนวย … ไม่เกี่ยวหรอก แค่รู้สึกว่าแก่ บ่นไปบ่นมาก็หาสาระอะไรไม่ได้ซักที เอาเป็นว่ามาพูดเรื่องดีดีดีกว่า
ใครที่เป็นหรือไม่เป็นสาวกอะเดย์ แต่ขอฝากว่าเดือนหน้าตอนปลายๆเดือน ลองไปซื้องหา อะเดย์ 107 theme smallroom มาอ่าน เปิดมาอย่าได้หันรึหันขวาง ให้ไขว่คว้าไปหน้า “สนามเด็กเล่น” จะเห็นบทความชื่อดีดี ที่คนเขียนชื่อ เชษฐ์ธิดา กิตติ์ชัยวัชร์ ก็ไปหาอ่านกันนะจ๊ะ งานนี้ตังไม่ได้แต่ใจรัก
…. พูดมายาวก็แค่หลอกล่อมาขายของแค่นี้แหละจ้า สำหรับวันนี้ ขออนุญาติลีลาไปก่อน สวัสดี June 08 แพร่ง[แ พ ร่ ง] ทางแพร่งมีผีสิงจริงจริงหรือ คนเล่าลือหลากหลายใจเลยหลอน บางแพร่งมีหลายศพมาซบนอน บางแพร่งซ่อนเงื่อนงำความโหดร้าย ... แท้คือทางมากกว่าหนึ่งให้พึงผ่าน ทุกตำนานคนขุดเพื่อจุดขาย เลือกซักหนึ่งแนวตน ... พ้นนอนตาย แพร่งจะกลายเป็นทางอย่างธรรมดา อย่ากลัวทางแพร่ง... นี่คือแหล่งเลือกฝันอันปรารถนา ต้องสู้รุกทุกข์ทนพ้นพรรณนา แต่ดีกว่าอยู่ว่างแล้ว "ทางตัน!" June 05 ถือมือถือ[ถือ มือ ถือ] ที่ไหนก็ไม่เหงาถ้าเรามีมือถือ ... หลายคนอาจถือคตินี้เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จะขึ้นรถ ลงเรือ ไปเหนือ ล่องใต้ ยังไง ก็ขอมีมือถือไว้สื่อถึงคนที่เราคุ้นเคย เราเองก็เป็น ... มือถือน้อยๆ หน้ากากถากเป็นรอยๆเครื่องนี้ อยู่ติดกายเราตลอดเวลา เหงา็ก็โทร รีบก็โทร เหนื่อยก็โทร สบายใจก็โทร... เรียกว่ามันเข้ามาแทรกซึมอยู่ในทุกช่วงอารมณ์ของชีวิต ติดอยู่นิดเดียวตรงที่ืมือถือมักจะถูกถืออยู่ข้างๆใบหน้า โอกาสที่มือถือจะได้เสนอหน้าจึงมีอยู่เพียงน้อยนิด จะได้มองเห็นมือถือเต็มๆตา ก็เพียงแค่เวลาที่เรารอใครโทรหา แต่ถึงกระนั้น เราก็มองมือถือ และก็คิดถึงคนอื่นอยู่ดี... วันนี้เราเลยขอเปิดโอกาสให้มือถือได้กลายร่างมาเป็นพระเอก ด้วยการนั่งมอง มอง และมองมันโดยไม่คิดถึงใครก่อน มือถือของเรา เป็นโนเกียรุ่น 6310 สีเทาๆ จำได้ว่าซื้อว่าตั้งแต่เมื่อสี่ปีที่แล้ว และทุกวันนี้มันยังใช้งานได้ดี แม้หน้ากาก ปุ่มกด จะดูถลอกปอกเปิก และเครื่องจะดับเองโดยไร้สาเหตุนบางครั้ง แต่ก็ถือว่ามันเป็นโทรศัพท์ที่จงรักภักดีมากเครื่องหนึ่งเลยทีเดียว วันนี้หน้าจอของมันดูขุ่นๆ เป็นผลมาจากพายุน้ำตาที่พัดกระหน่ำมาเมื่อสองคืนก่อน มือถือแสนรักนอนอยู่้ข้างๆแก้มของเรา รับฟังเรื่องราวจากคนปลายทางมาเล่าต่อ และคอยส่งเรื่องราวของเราไปให้คนทางโน้นได้ยิน ไม่รู้มันจะเสียใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นรึเปล่า มันจะจดจำเรื่องที่เราคุยกันได้มั้ย มันเบื่อที่จะฟังคำบางคำซ้ำๆ และเบื่อฉากเดิมๆบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ ... ไม่รู้ ... เพราะมันไม่เคยบ่นเลย อย่างหนึ่งที่เราได้เรียนรู้คือ ถ้าปล่อยให้คราบน้ำตา เกาะอยู่บนหน้าจอเป็นเวลานาน จอของเราจะเป็นรอยขุ่นๆที่ขัดออกยากมาก ยากกว่าโดนน้ำหวานหกใส่ซะอีก แถมน้ำตา ยังมีฤทธิ์กัดกร่อนหน้ากากเป็นอย่างดี หน้ากากเนียนๆ จะขรุขระลงได้ ภายในเทศกาลร้องไห้สองสามรอบเท่านั้น ... บางทีเราเคยโทษมือถือ ที่เป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ก่อเรื่อง สร้างเงื่อนไข กลายเป็นเครื่องมือแห่งความร้าวฉาน ถ้าเราไม่มีมือถือ ปัญหาหลายอย่าง อาจจะไม่รุนแรง หรืออาจจะไม่เกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ ... มือถือน้อยๆ หน้ากากถากเป็นรอยๆเครื่องนี้ อยู่ติดกายเราตลอดเวลา เหงา็ก็โทร รีบก็โทร เหนื่อยก็โทร สบายใจก็โทร... ร้องไห้ ... ก็โทร แต่ครั้งหนึ่งเคยได้ยินมันพูดว่า "วางฉันลงสิ ... ถือไว้ก็มีแต่เสียใจ" ................................................................................................................. May 07 ...เรื่องบ้านนอก...[เรื่อง ... บ้านนอก ...]
เป็นใครใครก็คงรู้สึก ขนาดเราเอง เราก็เคยตงิดๆใจอยู่ไม่น้อย
"ต่างจังหวัด" ก็คือ "ต่างจังหวัด" เป็นโรคอะไรต้องมาเรียกบ้านเราว่าบ้านนอก
ฟังแล้วขัดหู อยากตบเกรียนคนใช้คำนี้ให้แตกเป็นสองเสี่ยง
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น เมื่อเอามาคิดพิจารณาให้ดี
ตามประสาคนที่กลับใจ หันมาใช้คำนี้อยู่เป็นนิจติดปาก
พอจะกลับสุพรรณฯทีไร ใจก็เต้นริกๆดีใจ บอกใครต่อใครว่าจะได้กลับบ้านนอก
แต่พอพูดคำนี้กับคนไม่ค่อยคุ้นเคยทีไร คนคนนั้นก็มักจะขำเจื่อนๆ แล้วตอบกลับมาว่า
...ไม่บ้านนอกหรอก แค่ต่างจังหวัดเอง...
เหตุการณ์เช่นนี้ พลอยส่งผลให้เราเกิดความรู้สึกประหลาดๆที่ว่า
"บ้านนอก" ก็คือ "บ้านนอก"
ทำไมต้องไปแต่งองค์ทรงเครื่องให้เป็น "ต่างจังหวัด" ด้วย
คิดได้ดังนี้แล้ว ก็เกิดคำถามติดตามมาในใจหลายคำถาม...
ตกลงแล้ว "ต่างจังหวัด" กับ "บ้านนอก" ใครจริงใจกว่ากัน ?
ส่วนตัวแล้ว -- ณ ขณะที่เขียนอยู่นี้ เรานิยมชมชอบคำว่า "บ้านนอก" มากกว่า
พูดแล้วรู้สึกน่ารัก มีภาพทุ่งน่าเขียวๆลอยมาในมโนอยู่บางๆ
... รู้รู้กันอยู่ คำว่า "บ้านนอก" และคำว่า "ต่างจังหวัด" มักจะออกจากปากของมนุษย์ที่หายใจอยู่ในกรุงเทพฯ
--- มองเผินๆ --- คำว่า "บ้านนอก" มีนัยยะว่าหมายถึง ความห่างไกลความเจริญ ไม่ค่อยมีอารยะเท่าไร
ในขณะที่คำว่า "ต่างจังหวัด" กลับมีความหมายเป็นกลาง แปลว่าจังหวัดอื่นที่ไม่ใช่กรุงเทพฯ
ความหมายวัดจากตำแหน่งที่ตั้งเพียงอย่างเดียว ไม่เกี่ยวกับวัฒนธรรม
แต่ตามประสาคนเข้าข้างคำว่า "บ้านนอก"
หากพิจารณาแยกเป็นคำคำไป (ตามหลักการมั่วๆของเราเอง) ก็จะเห็นได้ว่า
คำว่า "ต่างจังหวัด" บ่งบอกว่าผู้พูดกำลังมองว่า
กรุงเทพฯที่นี่ คือ "บ้าน" ส่วนภูมิลำเนานั้นคือ "ที่อื่น" เป็นจังหวัดที่ "ต่าง" ออกไปจากปกติ
ในขณะที่คำว่า "บ้านนอก" บอกให้รู้ว่า เรามองภูมิลำเนาของเราว่าเป็น "บ้าน" และเป็นบ้านที่อยู่ข้างนอกเมืองนี้
แม้บางคนจะมองว่าคำนี้ จะมีความหมายไปทางการเหยียดวัฒนธรรมและวิถีชีวิต
แต่ก็นั่นแหละ ... นั่นแหละ ... ที่เป็นบ้านของเรา
จะว่าไป คำๆนี้ เราเองก็ไม่ได้ประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาใช้จนติดปากเอง
แต่ที่หันมาใช้ ก็เพราะว่าเคยเห็นรุ่นพี่คนหนึ่งใช้...
ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล ก็พี่เบิร์ดนี่แหละ ที่เคยใช้กรอกหูเราประจำ ตั้งแต่เรายังเรียนม.ปลาย
(ซึ่งพี่เบิร์ดเองก็อาจจะไม่รู้ตัวว่า ได้ส่งพฤติกรรมคำพูดอันหมิ่นแหม่นี้มาสู่รุ่นน้องเสียแล้ว)
จริงๆแล้ว แต่ก่อน พอฟังพี่เบิร์ดพูดคำนี้ก็รู้สึกขัดใจ
... ทำไมวะ ทำไมต้องมาดูถูกต่างจังหวัดว่าเป็นบ้านนอก
หนำซ้ำยังคิดเลยเถิดพาลโมโหไปว่า พี่เค้าก็เป็นคนต่างจังหวัดแท้ๆ
พอเข้ามาเรียนในกรุงเทพฯหน่อย ทำเป็นชาวกรุง ...
(พี่เบิร์ด อ่านแล้วห้ามโกรธ ... ห้ามขำด้วย)
ที่หนักกว่านั้น เราเองนี่แหละ สมัยปีหนึ่ง ถ้าใครมาถามว่า
บ้านอยู่ไหน? หรือจบ ม.ปลายที่ไหนมา?
เราจะต้องตอบแบบเขินๆว่า
อ๋อ ... จริงๆแล้วเรามาจากต่างจังหวัดน่ะ ... มาจากสุพรรณฯ
แม้คำว่า "บ้านนอก" จะยังคงเป็นคำที่มีความหมายในด้านลบสำหรับใครก็ต่อใคร
แต่สำหรับเราแล้ว เรารู้สึกได้ ว่าทุกครั้งที่พูดคำว่า "ฉันจะกลับบ้านนอก" นั่นคือความสุขใจชนิดหนึ่ง
เพราะภายในความหมายที่ใครต่อใครมองในเชิงเหยียดหยาม
ในความไม่เจริญ ในความชาวบ้าน ในความธรรมชาติ ... ความเหล่านี้นี่แหละ ที่เรากำลังโหยหากลับไป
เขียนไปแล้วก็นึกถึงคำพูดของ "หญิง" เพื่อนสนิทอีกคน
" เราคงจะเป็นเด็กบ้านนอกเอาซะจริงๆ"
ที่ถึงแม้หญิงจะบินลัดฟ้าไปเรียนญี่ปุ่นอยู่หลายแรมปี
แต่ทุกครั้งที่ได้กลับมาหาธรรมชาติบ้านนอกๆ ก็อบอุ่นใจทุกครั้ง
บ้านนอก ไม่เหมือนต่างจังหวัดนะ...
เพราะทุกครั้งที่เรานั่งอยู่บ้านนอก พอจะกลับกรุงเทพฯทีไร ...
นั่นแหละ เราถึงจะพูดว่า
" เรากำลังจะกลับต่างจังหวัด "
March 23 ขอขอบคุณความไม่ชอบมา ณ ที่นี้เช้าวันนี้แดดไม่อุ่น ท้องฟ้าไม่สวย และบรรยากาศไม่งดงามเท่าไร เราตื่นแต่เช้าเช่นเคย เหมือนกับทุกๆช่วงปิดเทอมที่ผ่านมา ปิดเทอมทีไร หกโมงตาก็ลืมแบบไม่ต้องถามหานาฬิกา เราชอบเวลาหลังตื่นตอนเช้าในช่วงปิดเทอมนะ เพราะนั่นคือเวลาที่เราได้ทำความสนิทสนมกับความเงียบได้อย่างสนิทใจ เวลาแบบนี้ยังไม่มีรูมเมทคนไหนตื่น เวลาที่ได้ค่อยๆหยิบขวดกาแฟมาคลายเกลียว แล้วใช้ช้อนเล็กๆตักโน่นผสมนี้ จากนั้นก็เดินไปกดน้ำร้อนจากตู้น้ำร้อนที่โถงของหอพัก … หยิบหนังสือดีดีที่เตรียมไว้ตั้งแต่ก่อนนอน มานั่งอ่านพร้อมจิบกาแฟอุ่นๆกับขนมปังนุ่มๆสักก้อน … เท่านี้ก็ทำให้เช้าของเราเริ่มต้นได้อย่างงดงาม อบอุ่น และมีกำลังใจพอที่จะก้าวเท้าออกจากห้องไป เช้านี้ไม่ใช่เท้าธรรมดา เพราะเช้านี้ เรากำลังเตรียมตัวออกไป “ทำงาน” งานแรกที่อยู่นอกรั้วมหาวิทยาลัย งานที่เป็นสาระสำคัญที่ประเทศไทยพึงกระทำ เพื่อสัมพันธไมตรีที่ดีต่อสากลโลก … กรมพิธีการทูต กระทรวงการต่างประเทศ กาแฟอุ่นๆถ้วยหนึ่ง ช่วยเสริมแรงใจได้ดี จากที่ก่อนหน้านี้ ใครหลายคนช่วยจุดมันขึ้นมาจนพอเห็นเป็นเปลวเล็กๆในใจ
เมื่อวันก่อน เราได้นั่งคิดคำนึงถึงสิ่งที่เราแทบไม่เคยคิดถึงมาทั้งชีวิต นั่นคือความคิดทีจะเข้ารับราชการในกระทรวงการต่างประเทศ หลังจากที่เข้ารับการปฐมนิเทศน์ฝึกงานภาคฤดูร้อนมาสองวันเต็ม มุมมองทีเรามีให้แก่องค์กรองรัฐก็เปลี่ยนแปลงไปอยู่หลายระดับทีเดียว เจ้าหน้าที่คนแล้วคนเล่า ผลัดกันเข้ามาบรรยายภาระหน้าที่ในกรมของตน เราได้แต่ฟัง ฟัง และฟัง จำได้บ้าง ลืมไปก็เยอะ… มาติดใจก็ตรงเจ้าหน้าที่ผู้หญิงคนสุดท้าย ที่บรรยายหัวข้อสุดท้าย ในวันสุดท้าย… ผู้หญิงวัยกลางคนแต่งหน้าจัด ทรงผมบรรจุสเปรย์ชนิดแข็งไว้พอประมาณ นั่งรอพวกเราออยู่แล้วหลังจากที่พวกเราออกไปพักทานของว่าง … อย่าโกรธกันเลยถ้าเราจะจำชื่อผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ จำได้แต่ชื่อหัวข้อการบรรยายที่ฟังน่าเบื่อๆว่า “ภาพรวมนโยบายและการดำเนินงานด้านการต่างประเทศ” ถ้าเรานึกดูแบบไม่ลำเอียง เวลาบ่ายสี่โมงครึ่งซึ่งเป็นเวลาที่เราได้นั่งฟังการบรรยายรูปแบบเดิมๆมาแล้วสองวันเต็มในห้องประชุมขนาดเล็ก แอร์หนาวบ้างร้อนบ้าง โดยที่ไม่ค่อยรู้จักใคร และไม่เข้าใจสิ่งที่วิทยากรพูดสักเท่าไร และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะฟังไปทำไม … การบรรยายหัวข้อนี้แทบจะหลุดออกไปจากความสนใจเราได้โดยไม่น่าเกลียด เราเตรียมกระดาษวาดรูปไว้เรียบร้อยแล้ว หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็วาดเสร็จไปหนึ่งแผ่นแล้ว… เราเป็นคนไม่ไว้ใจผู้ใหญ่ที่เป็นผู้หญิงช่างแต่งตัวสักเท่าไร คิดไปเองว่าคนพวกนี้ไม่น่าจะจริงใจ ถ้าความคิดลอยออกมาเหมือนก้อนเมฆได้แบบในการ์ตูน คงมีใครเห็นภาพเราจินตนาการว่าผู้หญิงคนนี้คงกำลังจะมาพูดจาอวดยศตำแหน่งของหล่อนแบบหรูหรา … ภาพความคิดแบบนั้นไม่มีจริงหรอก จะเห็นเป็นนามธรรมก็แต่สีหน้าของเรา ที่คงบูดบึ้งไม่น้อย ถ้าไม่ก้มหน้าก้มตาลงเตรียมตัววาดรูป ….. เวลาครึ่งชั่วโมงหมดไปโดยกระดาษของเรายังว่างเปล่า ผู้หญิงคนนี้ ดูมาอะไรมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอกของเธอ เธอไม่ได้มาเล่าแผนการดำเนินงาน ไม่ได้มาบอกงบประมาณในกรม ไม่ได้มาโชว์ความยิ่งใหญ่ใดใด แต่สิ่งที่เธอถ่ายทอด คือมุมที่คนไทยอาจไม่เคยมองเห็นเลยว่านี่คือพันธกิจของกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงหรูๆ ที่ตั้งอยู่กลางกรุงงามๆ ในวันที่โสเภณีคนหนึ่งนั่งร้องไห้เพราะถูกหลอกมาขายตัวในต่างประเทศ … เธอเป็นคนที่เดินไปพาเขาออกมา ในวันที่คนไทยถูกสั่งให้เป็นคนรับใช้ที่มีที่ซุกหัวนอนอยู่ในห้องน้ำของคนเกาหลี … เธอเป็นคนไปเรียกร้องให้พวกเขาได้นอนในพื้นห้องที่อุ่นและสะอาด และในวันที่สนามบินถูกปิดเพราะกลุ่มคนอุดมการณ์บางกลุ่ม … เธอคือคนรับโทรศัพท์ที่โทรมาด่าทอกระทรวงการต่างประเทศอย่างไม่มีชิ้นดี เธอเอง … ที่ปลอบโยนคนที่ตะโกนด่าเธอผ่านทางกระบอกโทรศัพท์ เพราะเขาคนนั้นต้องการกลับมาไทยเพื่อมาดูใจมารดา เธอเอง … ที่เสนอที่พักที่ดีที่สุด ให้กับคณะทัวร์ที่โทรมาด่าประเทศไทยว่า พวกเขาไม่ต้องการอะไรทั้งนั้น นอกจากออกจากประเทศห่วยๆของคุณให้เร็วที่สุด เธอเอง … ที่บอกลูกน้องของเธอทุกคนว่า ต้องใจเย็นๆ และพูดกับผู้เดิอดร้อนทุกคนดีดี ไม่ว่าเขาจะด่าเรายังไงก็ตาม เพราะเรากำลังทำเพื่อชาติของเรา เรากำลังรักษาภาพความเป็นประเทศแห่งน้ำใจ ให้ดีที่สุด เท่าที่มันพอจะมีให้เหลือ… …… เราต้องทำเพื่อชาติของเรา -- แทบไม่เชื่อหูว่าประโยคนี้จะออกมาจากปากข้าราชการไทยคราบไฮโซ
กาแฟถ้วยนี้จึงเติมเชื่อไฟที่ดีให้แก่นิสิตฝึกงานหน้าจืดๆคนหนึ่ง เปลวไฟใหม่ๆสะอาดๆ … สวยงามมากทีเดียวถ้าใครได้เห็นมัน แต่น่าเสียดาย ที่มันหายไปกับความเป็นจริงที่ว่า “ใช่ว่าทุกคนจะมีอุดมการณ์”
ขอขอบคุณความไม่ชอบมา ณ ที่นี้ บางทีเราก็ได้เรียนรู้แล้วว่า ที่บางที่ ไม่เหมาะกับเรา … เราทำเพื่อชาติได้ … แต่คงไม่ใช่เส้นทางนี้ February 23 ศึกสงบ ...[...SiLeNt WaR...]
เป็นความเงียบ แปลกแปลก แทรกความเศร้า
มีพวกเราอยู่ในนี้กี่คนหนอ
เราอยู่กันอย่างไร้เสียงใดคลอ
เราจดจ่อจับจ้องมองอะไร
เป็นความเงียบที่แฝงแรงต่อสู้
ที่นั่งอยู่ ... เหนื่อยล้ากว่าร้องไห้
กระดาษกระดิกพลิกอ่านผ่านหน้าใด
ปากและใจก็ท่องพร้องเพรียงกัน
เป็นวงจรซ้อนถี่ปีละสอง
หนังสือกองเพื่อสอบ เพื่อหอบฝัน
ห้องสมุดเหมือนไม่มีเศษชีวัน
คนทั้งนั้นเอาหัวใจไปทอดทิ้ง
ห้องสมุดสุดหนาวอีกคราวแล้ว
ไร้วี่แววความสดใสใครวุ่นวิ่ง
ใครว่าเราท่องจำเพื่อทำจริง
.. นี่คือสิ่ง สื่อซึ้ง ... ถึง "สงคราม" February 22 ต่อไปนี้นะ...ต่อไปนี้นะ...
ต่อไปนี้นะ ... วลีนี้ถูกพิมพ์ขึ้นเป็นชื่อเรื่องโดยไม่มีเหตุผล
รู้สึกดีที่ได้ยินคำนี้มั้ย
เหมือนเป็นคำสัญญากับตัวเอง ...
ว่าจะทำอะไรซักอย่าง หรือเราคิดไปเอง ?
ขอบคุณสำหรับบล๊อกที่แล้ว ที่ทุกคนแวะเวียนเข้ามาให้กำลังใจ
พยายามพูดโน่นนี่ พร้อมกับยกกรณีตัวเองขึ้นมาสนับสนุน
ว่ากรณีแบบเราเช่นนี้ ไม่ได้เรียกว่าเป็นการหมดไฟ
...
ขอบคุณจริงๆนะคะ
ตอนนี้ ... เราเจอคบไฟอันนั้นแล้ว
พอดีเอาไปวางไว้ไกลตัวไปหน่อย เลยหาไม่เจอ
ก่อนหน้านี้เรามีปัญหาหลายอย่าง
ทั้งเรื่องงาน เรื่องเรียน ความรัก ...
แต่ปัญหาสำคัญก็คงเป็นเรื่องสุขภาพ
ตอนนี้ทุกอย่างก็ไม่มีปัญหาแล้ว อะไรอะไรก็พลอยจะดีขึ้น
... ต่อไปนี้นะ ชีวิตจะมีความหวังอยู่เสมอ ...
เสียงเล็กๆ ปฏิญานขึ้นในใจของเรา
รอบข้างมีแต่ความเศร้านะ ... ใครรู้สึกบ้าง
หรือพอดีว่ารอบข้างตัวเรามีแต่คนเศร้า เราเลยได้กลิ่นความหงอยเหงาบ่อยเป็นพิเศษ
เป็นกลิ่นเดียวกับเวลาที่เรานั่งรอแม่เลิกงานที่สำนักงาน
เป็นกลิ่นเดียวกับบนรถไฟฟ้า
เป็นกลิ่นเดียวกับบนรถประจำทางยามเย็น
ตอนนี้ทุกคนกำลังต้องอ่านหนังสือสอบ บางคนจมอยู่ในห้องทั้งวัน
เบื่อหนังสือในมือแทบตาย แต่ก็ไม่มีสิทธิ์จะวางมันลงได้
โชคดีที่เราสอบไปเกือบครบทุกวิชาแล้ว เหลือแค่วิชาที่ไม่ต้องอ่าน
กับรายงานอีกสองเล่ม ... ไม่น้อยหรอก ... แต่ก็ไม่ได้กดดันให้เครียดจนกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทุกคนสบายดีมั้ย
เป็นคำถามที่ไม่ได้ถามมานาน ...
นานมาแล้วที่เราจมอยู่แต่กับเรื่องตัวเอง
จนลืมถามทุกคนที่แวะเวียนมาเยี่ยมกันในนี้ว่า ... สบายดีรึเปล่า
ถ้าไม่ลำบากนัก ก็เล่าสู่กันฟังสักนิด ว่าตอนนี้ชีวิตเป็นอย่างไร และชีวิตในอีกสองสามเดือนข้างหน้าจะทำอะไร
... ส่วนเราจะไปอู่ที่กระทรวงต่างประเทศ กรมพิธีการทูต ...
งานอะไรไม่รู้หรอก แต่ก็น่าสนใจดีนะว่ามั้ย
ว่าไปแล้ว ชีวิตคนเราก็แปลกดีนะ
บทจะทุกข์ก็ทุกข์
บทจะสุข ... ก็สุขขึ้นมาได้ง่ายๆ
ทั้งๆที่ก็นั่ง เดิน และหายใจเอาอากาศก้อนเดิมๆเข้าไป
จริงๆแล้ว ความสุขมันมักมาเคาะประตูเรียกเราอยู่เสมอ ... แต่อาจจะตัวเล็กไปหน่อยมั้ง เราเลยไม่ค่อยเห็นเค้า
อย่างความสุขของเรา เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมานี้เอง ... เรื่องเล็กๆนะ แต่เราอัศจรรย์ใจจริงๆ
บ่ายวันพฤหัส พี่ก้อง (ทรงกลด) มาเป็นวิทยากรที่คณะ ... พักนี้เราเจอพี่ก้องบ่อย ตั้งแต่สัมภาษณ์กันไปเมื่องานจุฬาวิชาการ
ก็เจอกันตามคลาสเรียนเรื่อยมา ... ครั้งนี้ พี่ก้องพูดถึงชื่อนักเขียนคนหนึ่งที่เราแสนปลื้ม ... วรพจน์ พันธุ์พงศ์
เราหันไปคุยกะแก้ม (เพื่อนข้างๆ) ว่า ... แกเชื่อมั้ย ชั้นชอบคนนี้มากเลย เคยเมลไปหาด้วย ... เมลอันนั้นเค้ายังใช้อยู่เปล่าก็ไม่รู้ ...
แต่ตอนนี้เรารู้แล้ว ว่าเค้ายังใช้เมลนั้นอยู่
เช้าวันศุกร์ เรานั่งลบอีเมลที่เราไม่ได้เปิดอ่านอยู่นาน จนคิดว่าน่าจะหมดแล้ว แต่ที่ link ของ inbox กลับโชว์ว่าเหลือจดหมายอยู่อีกหนึ่งฉบับ
เราเปิด และเปิด และเปิด ย้อนไปประมาณ 15 หน้า เมลปริศนานั้นก็ปรากฏกายขึ้น ใช้ชื่อ Thanks
ข้อความภายใน เป็นตัวอักษรจีนทั้งหมด เราหงุดหงิดเล็กน้อยและเตรียมจะลบทิ้ง แต่ก็เอะใจ ลองเปลี่ยนเป็นภาษาไทยก่อน
... และอักษรจีนพวกนั้น ก็กลายเป็นถ้อยคำที่คุณวรพจน์พิมพ์ตอบกลับมาตั้งแต่เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว...
เห็นมั้ยว่า ... ความสุขอยู่ใกล้ตัวเราจริงๆ
จริงๆน่าจะอยู่กับเรามาตั้งแต่เดือนตุลาคมด้วยซ่ำ แต่เพราะเรามัวแต่สนใจอย่างอื่นอยู่ ...
ดีใจจริงๆ ที่วันนี้ ก็กลับมาเป็นวันที่แสนสดใสสำหรับเราเสียที
ขอบคุณทุกคน ... โดยเฉพาะ คุณวรพจน์ ที่ไม่เกี่ยวอะไรเท่าไร แต่มีผลต่อจิตใจค่อนข้างมาก
ต่อไปนี้นะ ... เราจะยิ้มให้บ่อยขึ้น มองโลกในแง่ดี และมีกำลังใจอยู่เสมอ
ต่อไปนี้นะ ... ถ้าเห็นเราเศร้าเมื่อไร วานใครช่วยเตือนเราที ว่าให้เรากลับมาอ่านบล๊อกที่ชื่อว่า
"... ต่อไปนี้นะ ..."
ขอบคุณค่ะ ^^
February 08 หมดไฟ?เคยเหนื่อยมั้ย ? ... ใครๆก็คงเคยกันทั้งนั้น
แต่เคยเหนื่อยมากๆ จนชีวิตนี้ไม่อยากจะเหนื่อยอีกแล้วรึเปล่า? ... อันนี้บางคนอาจเคย แต่หลายคนอาจงง
บ่ายวานนี้ เป็นวันหยุดที่เราไม่ได้หยุดโดยสมบูรณ์เท่าไร
เพราะมีนัดให้สัมภาษณ์รุ่นพี่คนหนึ่งที่หอกลาง
กำหนดการณ์คือ สิบเอ็ดโมงเจอกัน
สิบเอ็ดโมง ... ฉันนั่งอยู่ที่นั่น
สิบเอ็ดโมงกว่าๆ ... พี่คนนั้น นั่งอยู่กับฉัน พร้อมแฟนของเธออีกคน
เราสามคนในที่นี้รู้จักมักจี่กันมานานพอสมควร
พี่วิปเป็นอดีตประธานชุมนุมวรรณศิลป์ธรรมศาสตร์
พี่ยิ้ม แฟนพี่วิป (มั้ง?) และผู้สัมภาษณในวันนี้
ปู ... อย่างที่รู้ๆกันอยู่ เป็นผู้หญิงที่เป็นโรคซึมเศร้าในปัจจุบัน
พี่ยิ้มบอกว่า ต้องเขียนบทความเกี่ยวกับจุฬาฯ อะไรซักอย่าง... ยังไม่รู้ แต่คิดถึงเราขึ้นมา
อาจะเป็นชมรมเรา หรือตัวเราก็ได้ เพราะพี่ยิ้มบอกว่า ชีวิตเรา ทำกิจกรรมจนน่าสนใจ ? ... นั่นเป็นเปลือกน่ะ
คำถามแรกยิงมาเหมือนกระสุนหยาบๆ แต่ถากแรงดี "น้องปูว่าชมรมวรรณศิลป์จุฬาฯ คืออะไร"
(... กูจะไปรู้หรอวะ ...) อ๋ออ มันก็คอที่รวมตัวกันของคนที่มีใจรักงานเขียนทุกประเภท
คำถามต่อมา ธรรมดาๆ แต่ยิงตรงใจมากกว่าเดิมอีก "น้องปูช่วยเล่าประวัติชมรมให้ฟังหน่อย"
(... กูไม่เคยจำเลย อ่านบ่อย แต่จำไม่ได้หรอก) อ๋ออ หนูจำไม่ได้อ่ะค่ะพี่ ยังไงจะหาหนังสือให้นะคะ (ประวัตินี้มีเป็นเล่ม)
พี่วิปส่งยิ้มสมเพชเล็กน้อยมาให้เรา แล้วหันไปบอกพี่ยิ้มว่า เดี๋ยวพี่เค้าค่อยเล่าให้ฟังทีหลังก็ได้ ^^
รู้สึกแปลกๆดีเหมือนกันตอนนั้น ที่ไม่รู้ประวัติชมรมตัวเอง .. แต่มันมีความรู้สึกแปลกๆอื่นๆซ้อนกันเข้ามามากมายกว่านั้นอีก
เราไม่ชอบพิกจำว่า พี่ๆชมรมเค้าทำอะไรและได้รางวัลอะไรมาบ้าง
ทั้งชไมพร แสงกระจ่าง , ประยอม ซองทอง , ฯลฯ
กาดรางวัลและสร้างผลงานานักต่อนัก ใครไม่รู้จัก แสดงว่าไม่ใช่กวี ...
.. แล้วไง?
... แล้วใครตอบได้บ้างว่าทำไมตอนนี้ชมรมมันไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างทีประวัติเคยเขียนบอกไว้
... แล้วไง?
... แล้วมันก็เป็นหน้าที่ของเราไง ที่ต้องทำ ทำให้คนได้เห็น ได้ยินชื่อ ได้รับรู้ความเคลื่อนไหวของชมรม...
... ประโยคข้างหน้านี้คืออุดมการณ์เราเมื่อตอนเขียนโครงการทั้งหมดที่จะจัดทำตลอดปีการศึกษาที่ผ่านมา
คุยกับน้องปูวันนี้ เหมือนคนอิ่มตัวเลย ฟังเหมือนหมดไฟยังไงชอบกล... พี่ยิ้มพูดยิ้มๆ หลบสายตาเราเสมอด้วยความเกรงใจ หันไปหาพี่วิปแทนเป็นระยะๆ
คงงั้นมั้งคะพี่ ทำอะไรมากๆมันก็เหนื่อยนะ... เราตอบ
ใช่ๆ พี่เข้าใจ พี่เข้าใจอารมณ์น้องปูทุกอย่างที่เล่าเลย ... พี่วิปเสริมอย่างจริงใจ
จริงๆแล้วมีอะไรอีกหลายต่อหลายอย่าง แทรกมาในความคิดเราเยอะแยะ
ซ้อนทับกันจนแยกไม่ออก ว่าควรจะพูดอะไร หรือจะกลั่นกรองถ่ายทอดออกมาได้ยังไง
ตกลงแล้ว ... เราเป็นอะไรของเรา
นั่นน่ะสิ ? หรือเราจะสิ้นหวัง ขี้เกียจ ไร้ค่า หลงระเริงกับความสุขส่วนตัวจนไม่เหลือความเป็นเราอยู่อีกต่อไป
ทุกวันนี้เราก็ยังสงสัย
ชีวิตเราเดินไปข้างหน้าไปสู่อะไร ... ในเมื่อเราแทบจะปฏิเสธกิจกรรมทุกอย่างที่ทุกคนขอความช่วยเหลือ
เราไม่ยอมลงสมัครรับเลือกตั้งในองค์การบริหารสโมสรนิสิต ทั้งที่เพื่อนคนหนึ่งโทรมาชวนแล้วชวนอีกให้เข้าร่วมทีม และทีมนี้ก็ได้รับเลือกตั้งด้วย
เราไม่ยอมลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นคณะกรรมการหอ เป็นหัวหน้าชั้นปีสี่ของอักษร ... ทั้งๆที่มีคนพยายามโทรมาเราและขอร้องให้เราทำ
เราไม่ยอมเขียนหนังสือ ไม่ยอมอ่านนิยาย ไม่ยอมอะไรทั้งสิ้น ...
เราเป็นอะไร
... หมดไฟ ... คือคำคำเดียวที่คิดออก
ถ้าใครคิดคำอื่นออก ที่ดีกว่านี้ ช่วยบอกกันทีนะคะ
January 15 ...เช้าเชียว...... เช้าเชียว... ^^
เช้าที่ไหน ก็เหมิอนกัน เชื่อมั้ย?
ว่ากันว่าเวลาเช้าเป็นเวลาแห่งการเริ่มต้น
ผู้คนเริ่มตื่นจากวันเก่า
...เป็นช่วงเวลาที่ความเศร้าทำร้ายเราได้น้อยที่สุด
...เป็นช่วงที่ความหวังเข้มแข็งมากที่สุด
...และเป็นช่วงที่ต้นกำลังใจของเราแบ่งบานมากที่สุด
เช้านี้ก็เช่นกัน ที่เราตื่นแต่เช้า โทรหาคนที่เรารัก และจูงมือกันไปตักบาตรที่ตลาดใกล้ๆหอพัก
อากาศยามเช้าในกรุงเทพ ไม่ถือว่าสะอาดนัก แต่ก็สะอาดที่สุดในช่วงเวลาหนึ่งวัน
ร้านรวงที่ยามเย็นจะเปิดประตูรอรับลูกค้า ถนนที่มักขวักไขว่ไปทั้งคนและรถ
... นี่อาจยังเช้าเกินกว่าที่พวกเขาจะพร้อมเริ่มต้นชีวิตประจำวันอีกครั้ง...
จะมีก็แต่พระสงฆ์ และร้านขายกับข้าว ที่ตื่นแต่เช้า เพื่อทำกิจกรรมต่างๆร่วมกัน
ซื้อ - ขาย - ให้ - รับ - กลับ - ไป
เป็นอยู่เช่นนี้ทุกวัน
น่าเสียดายที่ช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้น อันเปี่ยมไปด้วยไฟหวังนั้น เป็นระยะเวลาที่แสนสั้น
ไม่นานนัก แดดก็จะแรง ฟ้าก็จะสว่าง และสองข้างทางก็จะจอแจแช่นเคย
ความเศร้าจะเริ่มออกทำงาน และความเบิกบานจะนั่งลงพักผ่อนอีกครั้ง
นอกเหนือไปจากเวลาเช้า ... เราจะยังต้องเหนื่อย และเศร้า ในเวลาที่เหลือ
แต่นั่นก็ไม่เสมอไป
ชีวิตเราไม่เหมือนเวลาเช้า ...
เพราะชีวิตไหน ก็ไม่เหมือนกัน...เชื่อมั้ย ?
ชีวิตเราเริ่มต้นหลายต่อหลายครั้ง
เดี๋ยวเช้า เดี๋ยวมืด สลับกันไปมาต่างๆนานา
บางครั้งรู้สึกว่าชีวิตวันนี้มันน่าสับสนสิ้นดี ทำไมกำลังใจเก่าๆมันหลบเร้นไปจนหาไม่เจอ
ทุกครั้งที่เราเห็นเบอร์แปลกหน้าโทรเข้ามา เราแทบไม่อยากรับสาย เพราะกลัว...
กลัวว่าจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นจากงานที่ทำ...
กลัวว่าจะมีงานใหม่ๆเข้ามาให้ต้องรับผิดชอบเพิ่มอีก...
กลัวว่าจะเป็นเสียงของเพื่อนคนไหนที่โทรมาตามให้ออกไปหา...
น่าเศร้านะ กับความรู้สึกและการกระทำแบบนี้
เราเองก็เศร้า และไม่เข้าใจตัวเอง ... แต่ก็ไม่อาจหาคำตอบ และไม่อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ในยามนี้
พูดได้ไม่เต็มปากว่าเหนื่อย ในเมื่อความเป็นเจริงก็ไม่ได้เหนื่อยอะไร
และมองเห็นอยู่ถนัดตา ว่ามีคนที่เหนื่อยกว่าเราอีกมาก ที่เขาไม่เคยปริปากบ่นเลย
บางครั้ง เราเองก็พยายามคิดว่า คงเป็นเพราะชีวิตเราเดินมาไกลแล้วมั้ง
เลยทำให้อะไรอะไรก็เป็นสิ่งคุ้นตาจนน่าเบื่อไปเสียหมด
แต่เมื่อลองมองไปข้างหน้า
เห็นรุ่นพี่ เห็นนักเขียน เป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากเมาย
ก็ตระหนักได้ชัดเจนแล้วว่า
... นี่มันยังเช้าอยู่เลย ...
ชีวิตของเรา เหมือนกับฟ้าที่ยังไม่สางดีด้วยซ้ำ
แล้วไหนล่ะความมานะพยายามที่ซุกซ่อนอยู่ในยามเช้าแห่งชีวิตของเรา
มันยังมีอยู่รึเปล่านะ ...
หรือระเหยหายไปพร้อมน้ำค้างที่เราเพิ่งเดินเหยียบผ่านมาเมื่อก้าวที่แล้วนี้เอง!
November 11 ในความเป็นจริงหากในโลกของความเป็นจริงคือการเผชิญหน้า การต่อสู้ การแก้ปัญหา และการยิ้มรับหรือร้องไห้กับผลที่ได้รับ
ทำไมเราถึงยังอยากจะอยู่กับความเป็นจริง
และเราจำเป็นมากเท่าใด ที่ต้องทนกับความเป็นจริง
โลกความเป็นจริงของเรา "เหนื่อย" เสมอ
และชุบจิตใจให้เราชาชินกับคำว่า "ตื่นตระหนก" จนทุกวันนี้เป็นคำว่า "ตื่นตระหนัก" ซะมากกว่า
จนบางครั้งก็กลัวที่ได้ยินเสียงโทรศัพท์ และหลายครั้งก็รำคาญเกินกว่าจะเดินเข้าไปหาคนรู้จัก
...
เหมือนจะแย่นะ แต่ไม่นานหรอก อาการแบบนี้
พอหายเหนื่อย ก็เหมือนหมอกจางไปกับอากาศ
เหมือนมันไม่เคยมี เหมือนมันไม่เคยเกิดขึ้น
ประสบการณ์ต่างๆก็เช่นกัน เหมือนกับอารมณ์
เกิดขึ้น ดำรงอยู่ ส่งผลต่อชีวิต และหายไป
อาจไม่ได้หายไปจากใจ
แต่อย่างน้อยก็หายไปจากสายตา
เมื่อวันเสาร์ที่ ๘ พฤศจิกายนที่ผ่านมา
... ประสบการณ์ซ้ำเดิมของเรา ก็เกิดขึ้นอีกครั้ง
ปีนี้เราแข่งสุนทรพจน์อีกครั้ง ทำได้ดีอีกครั้ง
และได้ที่สอง ... แค่ที่สอง ... อีกครั้ง
แต่เรามีความสุขมากนะ
เพราะปีนี้มีเพื่อนๆมาเชียร์เราทั้งชั้นปี และชนะใจเพื่อนๆทุกคน
(เหตุที่มากันครบเพราะอักษรปีสามต้องมาฟังงานนี้ทุกปีอยู่แล้ว
ปีที่แล้วมีแต่พี่ๆฟัง ปีนี้เลยมีเพื่อนมาเยอะ อุ่นใจ กรี๊ดดังดี)
... ทำไมมึงแพ้วะปู... เพื่อนถาม
.. กูก็ไม่รู้ว่ะ สัด... เราตอบ
จริงๆก็รู้ ก็พูดจาไม่เข้าหู และกัดไม่ดูกาลเทศะ
เราเป็นกรรมการ เราก็คงไม่ให้ 555+
บทสุนทรพจน์ปีนี้ ทั้งๆที่แข่งเป็นปีที่สอง
แต่คณะกรรมการกลับบอกว่า
ทำไมเขียนบทไม่ค่อยดี ปีที่แล้วดีกว่า ...
ก็ตั้งใจจะเขียนให้เป็นแบบนี้น่ะ!
เรื่องของเรื่องก็คือ ในหัวข้อ ทุกวุฒิ ทุกวัย ตามรอยพระบาทได้ทุกเวลา
หากจะเขียนให้ง่าย และเขียนให้ตามขนบ
ก็เพียงแต่
1. ใช้ภาษาสวยงาม สัมผัสกันทุกวรรค
2. กล่าวถึงกลวิธีตามรอยพระยุคลบาทอย่างน้อย ๓ อย่าง
แต่ละอย่างแสดงความเป็นทุกวุฒิ และทุกวัย และทุกเวลา
3. ใช้อุปมาโวหารอันอลังการ กลอนไพเราะ
ผู้พูดทำหน้าสวย ดัดกิริยาให้งาม และเอากิ๊บติดผมไม่ให้ปรกหน้า
นี่แหละคือสิ่งที่เรารู้ดีว่ควรทำ แต่เรากลับ ... ไม่ใส่ใจที่จะทำเท่าไร
สุนทรพจน์ปีนี้ เราตั้งใจใช้ภาษาเรียบง่ายในส่วนเนื้อหา ฟังเข้าใจง่าย
จะทำให้สวยก็ได้ แต่กลัวสารที่ต้องการจะสื่อหล่นหายไป
...ไม่ติดกิ๊บ
...ทำตัวตามสบาย
...กลอนไม่เพราะ ฟังง่าย
พระราชดำรัสที่เราเลือกใช้ในบท
ไม่ใช่คำสอนเรื่องความพอเพียง ความสามัคคี หรือความพยายาม ...
แต่เป็นตอนที่ว่า
" ลิงนั้น นอกจากจะมีแก้มลิง ก็มีฟัน ฟันคมด้วย แล้วก็ดุ มันกัด
สมเด็จพระบรมราชชนนี ท่านก็เลยให้หมอฟัน ฝนฟันลิง
อันนี้ก็ดูน่าจะเป็นบทเรียนของลิง มากกว่าคน...
แต่ว่าเป็นบทเรียนของคน...
ให้เห็นว่าใครกัด ก็ต้องถูกตะไปฟัน "
พระราชดำรัสนี้เราใช้อธิบายว่าทำไมคนทุกวุฒิจึงตามรอยฯได้
ก็เพราะ พระราชดำรัส ใช้ภาษาธรรมดา ใครฉลาดน้อยวุฒิน้อย ก็ตีความได้น้อย
เด็กๆฟังพระราชดำรัสนี้ ก็อาจจะรู้ว่าไม่ควรขี้โกง เดี๋ยวโดนทำโทษ
แต่ถ้าฉลาดมากวุฒิมาก ก็ย่อมตีความได้ว่า
... ถ้ากัดประชาชนหรือกัดคิง ... คุณก็เตรียมถูกตะไปฟันเถอะ...
ส่วนทุกวัย ... เราพยายามอธิบายว่า
นายหลวงทรงงานด้วยใจ ใครใจแน่วแน่ก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ
ไม่ได้ทำงานด้วยการร่างเอกสารส่งต่อแล้วต่อเล่า
เพราะการทำงานแบบนั้น ต้องอาศัยคนวัยโตๆ งานถึงจะเสร็จเร็ว
ยิ่งวัยใหญ่โตมาก ทางลัดก็มีมาก
... ก็มีแต่การทำด้วยใจแบบในหลวงนี่แหละ ที่คนทุกวัยตามรอยได้จริงๆ
ก็ประมาณนี้ สิ่งที่พูด พูดโดยสื่อความแบบนี้ มันก็ไม่น่าได้รางวัลชนะเลิศเท่าไรหรอกนะ
ว่ามั้ย?
การแข่งขันสุนทรพจน์มีสองรอบ รอบที่สองคือรอบฉับพลัน
เห็นหัวข้อปุ๊บ มีเวลาคิดสามนาที พูดสามนาที
หัวข้อ ใช้ชีวิตเรียบง่าย ปฏิบัติงานได้ผล ช่วยให้พ้นทุกข์
... เกี่ยวกันตรงไหนวะสามเรื่องนี้?
เราขึ้นเวทีไปพูดด้วยความว่างเปล่า
bullet point ไว้นิดๆหน่อยๆ ...
ที่เหลือว่าไปตามน้ำ คิดอะไรออกก็พูด
กล่าวคือ ไม่ได้พอใจกับการพูดรอบฉับพลันนี่เท่าไร นึกไม่ออกว่าจะพูดอะไรดี
ก็พูดถึงพระราชกรณียกิจต่างๆ ที่พัฒนาจากภูมิสังคมดั้งเดิมชาวบ้าน
สองให้สังคมรู้จักพอเพียง
และยึดขนบธรรมเนียมประเพณีที่เรียบง่ายของชาติ
... ประมาณนี้มั้ง จำไม่ได้
แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น กรรมการบอกว่า บทรอบแรก เธอตีไม่แตก
ส่วนรอบสอง ยอดเยี่ยม ... ?
หรอ...?
ในความเป็นจริงมีสิ่งให้คิดได้สองสามประการกับกรณีเหล่านี้
๑. เราพูดไม่ชัดเจน
๒. บทเราห่วย/ตีบทไม่แตก
๓. กรรมการฟังไม่เข้าใจว่าเราต้องการจะสื่ออะไรกันแน่
หรืออาจมีอีกข้อ
๔. กรรมการเข้าใจดีทุกประการ .... จึงให้รางวัลนี้มาอย่างรู้สึกว่าเหมาะแล้ว...
หากในโลกของความเป็นจริงคือการเผชิญหน้า การต่อสู้ การแก้ปัญหา และการยิ้มรับหรือร้องไห้กับผลที่ได้รับ
ทำไมเราถึงยังอยากจะอยู่กับความเป็นจริง
และเราจำเป็นมากเท่าใด ที่ต้องทนกับความเป็นจริง
คำตอบคือ จำเป็นมาก ... เพราะอย่างน้อย
๑. หากพวกเราหนีโลกนี้ไป ใครจะสู้กับลิงล่ะ
๒. เตี่ยกับแม่เราก็อยู่ในโลกความเป็นจริง ... มัวไปฝันอยู่ อกตัญญูแย่ ....
๓. การได้ยิ้มซักครั้ง แม้ต้องร้องไห้มาซักร้อยหน ... ถือว่าคุ้มเสมอ
และ
เราว่า "ในความเป็นจริง" มันไม่ได้มีแต่การต่อสู้ แต่มันอยู่ที่เราจะมอง
เช่นเดียวกับการแข่งขันและผลการตัดสิน บางอย่างไม่ได้อยู่ที่คุณค่า แต่อยู่ที่ว่า "ใครมอง"
การแข่งขันครั้งนี้ประทับใจเรา
ประทับใจเพื่อนเรา
แต่อาจขัดใจใครเขา
... แต่ก็ไม่ใช่เรื่องของเรา ...
ในความเป็นจริง ... อะไรที่จริง ก็จริงอยู่วันยังค่ำแหละนะ !
October 14 ในวันที่ยากนิยาม...ท่ามกลางห้วงเวลาที่ล่วงเลย "กลางคืน" มาหลายนาที
แสงไฟน้อยๆ ความเงียบที่กินพื้นที่มากกว่า สามในสี่ส่วน ของสิ่งแวดล้อม
บรรยากาศเช่นนี้ เกิดขึ้นในคืนที่เลื่อนถัดจากวันแห่งการอยู่คนเดียวทั้งวัน
... ก่อให้เกิดความรู้สึกที่ยากนิยามขึ้นในใจ
การได้อยู่กับตัวเอง อ่านหนังสือที่ชอบ ฟังเพลงเบาๆมาทั้งวัน
แง่หนึ่งน่าจะเป็นการเติมเต็มให้ชีวิตที่เหนื่อยล้าของตัวเองนะ
ได้พักผ่อน
ได้สำรวจตัวเอง
ได้อ่านความคิดของนักเขียน ที่ไม่ต่างอะไรกับเพื่อนที่คุยกันถูกคอ
...
บ่ายจนดึกของวันนี้ เรานอนอ่าน "เศษทรายในกระเป๋า" ของคุณ วรพจน์ พันธ์พงศ์
นักข่าว นักสัมภาษณ์ และนักอะรอีกสารพัดที่เราเองก็ไม่รู้...
...แต่ที่รู้ เขาเป็นนักเขียนที่ดี
เขาเป็นคนอ่อนหวาน
อ่อนไหว
และอ่อนโยน
ต่อโลกใบนี้
อ่านแล้วรู้สึกเย็นใจ อิ่มใจ สุขใจ
และเศร้าใจ เหงาใจ หดหู่ใจไปพร้อมๆกัน
ไม่รู้ว่าทำไมเราประทับใจนักเขียนคนนี้นักหนา ประทับใจซะจนพยายามค้นหาอีเมลของเขา
เพียงเพื่อแค่จะเมลไปบอกว่า ... หนูชอบงานของคุณค่ะ ... แค่นั้นเอง
และเราก็ยังไม่รู้เลยว่า อีเมลล์นั้นถูกต้องรึเปล่า
...
จริงๆแล้ว ก็ไม่เชิงว่าเราจะไม่รู้เอาซะเลยถึงเหตุผลที่เราประทับใจงานเขียนของเขา
อ่านงานเขียนของคุณวรพจน์ แล้วรู้สึกเหมือนอ่านงานเขียนของตัวเอง
แต่
คงจะเป็นงานเขียนของเราในวันที่เรา...
ร่ำรวยด้วยประสบการณ์และความสามารถในการขัดเกลาภาษามากกว่านี้ซักล้านเท่า
ทั้งยังต้องจริงใจกับงานเขียนมากกว่านี้ซัก ... ซักเท่าไรยังไม่รู้เลย
...
เราเคยอ่านงานเขียนของคุณวรพจน์มาสองเล่ม จริงๆก็สาม แต่อ่านจริงๆจังๆก็แค่สอง
เล่มแรก "ไม่มีโทรศัพท์และเครื่องปรับอากาศ"
เล่มที่สอง "เศษทรายในกระเป๋า"
ทั้งสองเล่มเป็นบทความ เป็นความเรียง หรือเป็นอะไรซักอย่าง ที่เราเองก็ยังงงๆ
วรพจน์มีความโดดเด่นตรงที่ เขาจบเรื่องทุกเรื่องของเขาด้วยวลีสั้นๆที่น่าประทับใจ มีเอกภาพกับเนื้อเรื่อง
โดยที่เรื่องบางเรื่อง การเริ่มต้น กับการลงท้ายแทบจะเป็นเรื่องคนละเรื่อง
... แต่มันดูกลมกลืน และมีพลังอย่างประหลาด ... อย่างประหลาดมากด้วย
ใครเลยจะวิเคราะห์กลวิธีการเขียนของเขาได้
เรารู้สึกประทับใจที่ "วิชาวรรณกรรมวิจารณ์" ที่เราร่ำเรียนมาหนึ่งเทอม
ไม่อาจเอามาจัดการกับงานเขียนของเขาได้เลย
เพราะวิชาคือศาสตร์ แต่เรื่องราวที่อยู่เบื้องหน้าเราคือศิลป์ล้วนๆ
คือสิ่งที่ถ่ายทอดออกมาจากอารมณ์ ความรู้สึก ดึงเอาอะไรหลายๆอย่างออกมาจากหัวใจ
ถ่ายทอดสู่ผู้อ่าน อย่างจริงใจ...
...แต่ก็เกรงใจ ...
................................................................
แต่เพราะหนังสือเล่มนี้นี่เอง ที่ทำให้วันนี้เป็นวันที่ยากนิยาม
ทั้งที่เป็นช่วงปิดเทอมแท้ๆ แต่หลังจากที่ปิดหนังสือเล่มนี้ลง หลังจากจมอ่านอยู่เต็มวัน
ความเศร้าและความสุขที่ได้รับจากหนังสือเมื่อครู่ ก็ค่อยๆถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกผิดต่อหน้าที่
..
วันนี้เราทิ้งงานไปทั้งวัน ทิ้งงานค่าย ทิ้งงานชมรม ทิ้งงานสุนทรพจน์ ทิ้งงานจุฬาวิชาการ
ทิ้งออกไปอยู่กับหนังสือ และปล่อยอารมณ์ล่องลอยอย่างไร้เหตุผล
รู้สึกผิด แต่ก็รู้สึกแย่ที่รู้สึกผิด
นี่มันคือความสุขที่เรามีสิทธิ์จะได้รับไม่ใช่หรือ?
อะไรที่หล่อหลอมความรู้สึกผิดเช่นนี้ขึ้นมา?
เกิดอะไรขึ้นกับอิสระ? เกิดอะไรขึ้นกับความผ่อนคลาย?
หรือสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่ไม่ต้องห้าม แต่สำหรับชีวิตของเราในตอนนี้แล้ว
การใช้ชีวิตจ่อมจมกับความสุข ก็มีค่าต่ำพอพอกับการนั่งเล่นเกมส์ในร้านเนตแบบโงหัวไม่ขึ้น?
...
คิดแล้วน่ากลัวนะ สิ่งที่เราเองกำลังเป็น ...
จริงๆแล้ว ไม่มีประโยชน์อะไรที่จะกล่าว หรือจะประหลาดใจไปกับตัวเอง
เพราะเราก็รู้เท่าทันตัวเองมาตลอด ว่าเป็นอะไร มีอะไร ทำอะไร
... ติดที่ว่า...
รู้ว่าที่ทำนี่มันเหนื่อย รู้ว่าทางออกมันอยู่ทางไหน รู้วิธีเดินไปให้ถึง
... แต่ไม่รู้จะทำใจให้เดินหนีไปยังไง
ในวันที่ยากนิยามวันนี้ ...
ทุกอย่าง มันโยนความรับผิดชอบมาให้
"ความสุขุมของหัวใจ"
ได้ใคร่ครวญตัดสินด้วยตัวมันเอง September 23 กาลครั้งหนึ่งกาลครั้งหนึ่ง...
คุ้นตากันมาสองปีครึ่งแล้ว กับโต๊ะไม้รูปร่างธรรมดาๆ ในห้องพักธรรมดาๆ ในหอพักธรรมดาๆ
โน้ตบุ้คตัวนี้ก็ทำหน้าที่ของมันตลอดเช่นเคย วางอยู่บนโต๊ะ หันหน้าให้เรา และเราก็หันหน้าให้มัน ... เป็นแบบนี้มาเกือบสามปี ...
ตลอดเวลาที่ผ่านมา ชีวิตที่นี่เป็นชีวิตที่มหัศจรรย์ เราเห็นตัวเองเติบโต เข้าใจ เรียนรู้ ล้มเหลว ร้องไห้ และอะไรต่ออะไรอีกมาก
ทุกความทรงจำค่อนข้างแจ่มชัด แตกต่าง บิดเบี้ยวไปตามอารมณ์ขณะที่หยิบมันขึ้นมาคำนึงถึง
แทบไม่น่าเชื่อ ว่าบางครั้งนั้น เราเคยยิ้ม เราเคยหัวเราะ เราเคยเดินจับมือกับใครคนหนึ่ง ...
แต่แล้วมือบางมือก็เปลี่ยนแปลงไป .... บางมืออบอุ่นขึ้น บางมือเย็นชาลง บางมืออาจไม่แม้แต่จะยื่นให้เราจับได้อีก
แต่วันนี้ชีวิตเราก็อบอุ่นดีด้วยคนดีดีหลายๆคนที่เรารัก
นับตั้งแต่เริ่มฉัน จนเดินทางมาป็นตัวเองทุกวันนี้ แทบไม่รู้ตัวเลยว่า อีกไม่กี่เดือน ชีวิตก็เริ่มเจอทางเลือกอีกแล้ว
ว่าควรจะเรียนต่อ หรือควรจะเลิกเรียน เพื่อออกไปทำงานเสียที ... ชีวิตมันเป็นของเราเมื่อไรกันนะ ... เมื่อเราเริ่มทำงานรึเปล่า?
เอาเข้าจริงแล้ว ชีวิตตนี่มันก็ยากน่าดูทีเดียว ใครเห็นด้วยบ้างว่า อะไรที่เราคิดไว้ มันจะไม่ค่อยได้เป็นอย่างที่คิดเท่าไร
งานบางอย่าง วางแผนกันพลาดไว้เป็นสิบๆแผน ... สุดท้าย ก็พลาดอยู่ดี จนเดี๋ยวนี้เริ่มจะเลิกยึดติดแล้ว
เพราะรู้ว่า ยังไงก็ต้องพลอด ... มันอยู่ที่ว่า พลาดแล้วเราทำไงต่อ ... ก็แค่นั้น
... จดไว้ซักหน่อย
บันทึกนี้ ยากที่จะเล่าเรื่องราวชีวิตให้ต่อจากคราวที่แล้ว
แต่ก็ยังอยากจะจดว่าชีวิตตอนนี้ ทำอะไร หรือเป็นยังไงบ้าง
เริ่มตรงไหนดีนะ ... เริ่มจาก เปิดเทอมปีสามนี่ละกัน
... ถ้าจะพูดถึงปีสาม ก็ต้องปูพื้นถึงเรื่องราวตอนปิดเทอมเลยละกัน
ปิดเทอมใหญ่ที่ผ่านมานี้ นับเป็นปิดเทอมที่ใช้พลังงานไปจำนวนมาก ทั้งพลังการและพลังใจ
สองเรื่องใหญ่ๆที่ทำ ก็คือทำค่ายชมรม และก็ทำบ้านรับน้อง
ค่ายชมรมเป็นยังไง จำไม่ได้ว่าเคยเล่าไปแล้วรึยัง แต่ถ้ายัง วันหลังจะมาเล่าใหม่
ส่วนบ้านรับน้องนี่ ก็จำได้ว่าเคยเขียนกลอนไปแล้ว
...
เปิดเทอมปีสามมานี้ มีตำแหน่งคล้องคอและหน้าที่ที่ต้องทำอยู่หลายอย่าง
อย่างแรก ต้องเป็นประธานชมรมวรรณศิลป์ ... ซึ่งการเป็นประธาน ก็จะทำไปสู่การเขียนโครง การวางแผน การหาสมาชิก การดำเนินงาน การแก้ปัญหา ... และ บลาๆๆๆๆ...
ซึ่งงานทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นพร้อมๆกับงานอย่างที่สอง
อย่างที่สอง ต้องแข่งสุนทรพจน์ จากปีที่แล้วได้รองชนะเลิศ อาจารย์มากมายก็คาดหวังให้ปีนี้แข่งใหม่ให้ได้ชนะเลิศให้ได้
ตอนนี้ผ่านรอบมหาลัยกับรอบกรุงเทพไปแล้ว และรอแข่งรอบประเทศวันที่ 8 พ.ย. นี้ ... เหอะๆผ่านมากี่รอบก็ยังไม่เคยชนะเลิศซักรอบ ... ปูนะปู
อย่างไรก็ตาม การซ้อมสุนทรพจน์นี้เกิดขึ้นพร้อมกับ การทำงานอย่างที่สามไปด้วย
อย่างที่สาม เตรียมงานจุฬาวิชาการ ... เหอะๆ งานจุฬาวิชาการ เป็นงานที่เด็กจุฬากว่า 80 % ต้องเหนื่อยตายไปเลย เนื่องจากพยายามทำนิทรรศการโชว์พาวภาควิชาตัวเอง
ปูเป็น PR ของเอกไทย .. หน้าที่คือ PR ให้คนมาดูเอกไทยเยอะๆ ... หนักอยู่ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น งานอย่างที่สาม ก็ต้องทำไปพร้อมๆกับงานอย่างที่สี่
อย่างที่สี่ เรียน!
เทอมนี้เรียนหนักมากกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกกก ยากจะบรรยาย
สิริรวมทุกอย่างแล้ว ก็แปรผลออกมาเป็นน้ำตา เทอมนี้เป็นเทอมที่นรกมากๆ เราร้องไห้บ่อยสุๆ เหนื่อยสุดๆ และอารมณ์แปรปรวนสุดๆ
หลายครั้งก็พยายามภาวนา ให้เทอมนี้มันหมดๆไปซะทีเถอะได้โปรด...
แต่อย่างน้อย เทอมนี้ก็มีสิ่งดีดีพัดเข้ามาในชีวิตบ้าง
...
เป็นอันว่ารู้กันว่าเป็นเรื่องอะไร ... 555+
ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า "กาลครั้งหนึ่ง" เพราะบล๊อกนี้เริ่มเขียนนานแล้ว
และก็มาเขียนต่อในวันนี้ มันทำให้เราได้รับรู้อารมณ์ของตัวเองในวันนั้น และก็เอามาเทียบกับในวันนี้
บางที เราก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน และการเปลื่ยนแปลงทั้งหมดนี่แหละ ที่มันแสดงว่าเรายังเหมือนเดิม
...
เพราะเราไม่เคยไม่เปลี่บยนเลย
...
ชีวิตวันพรุ่งนี้จะเป็นยังไงยังไม่รู้ได้
ไม่อยากจะคิดอะไรให้เป็นระยะยาว เพราะอะไรก็ไม่แน่นอนทั้งนั้น
เอาเป็นว่า ถึงไม่จะ completely นัก แต่ก็...
still happy^^
August 11 จดหมายจากแม่“…จดหมายจากแม่…”
ถึง ...ลูกรัก...
แม่ยังพัก ที่นี่ ที่เคยอยู่ เห็นเจ้าเฝ้ามองฟ้าแหงนหน้าดู แม่ก็รู้เจ้าถวิลปริญญา...
นับแต่เจ้าจากบ้านงานเจ้าหนัก ไร้วันพักกลางศึกการศึกษา เช้าจรดค่ำคร่ำเคร่งเพ่งตำรา รู้สองตาเจ้ายังจ้องมองเส้นชัย
ลูกรัก... แม่ขอเป็นที่พักได้หรือไม่ เมื่อปลายทางของเจ้ายังยาวไกล แม่เดินด้วยไม่ไหวหรอกลูกรัก
แม่จะอยู่กลางทางสร้างรังอุ่น ให้เจ้าหนุนตักนอนผ่อนทุกข์หนัก ไม่เรียกร้องอะไรให้มากนัก เห็นเจ้าสักชั่วคืนก็ชื่นใจ
ไปเถิด...ไปคว้าปริญญา ณ สุดฟ้าที่วันนั้นเจ้าฝันใฝ่ อย่าห่วงแม่ .. อย่าห่วงแม่ ... จงก้าวไป รักเจ้ากว่าใครใคร ... จากแม่เอง
วันแม่ปีนี้ อย่าห่วงความฝันของตนเองจนหลงลืมไปว่า ...ใครกำลังรอเราอยู่ที่บ้าน ... July 11 เรื่องนี้ อ่านง่ายเรื่องนี้ อ่านง่าย ...
นานมาแล้วที่เราไม่ได้ลงมือเขียนร้อยแก้วลงในบล๊อก
เป็นแต่เอากลอนที่แต่งๆไว้มาก๊อบลง
จริงๆที่ทำอย่างนั้นก็เพราะไม่มีเวลาจะเขียนเท่าไร แต่ก็ไม่อยากให้บล๊อกร้าง
... อย่างไรก็ตาม วันนี้มีเวลาเขียนแล้ว ก็ว่าจะเขียนให้มันยาวๆ เพื่อความสุขของผู้เขียน
และเพื่อความสุขของผู้อ่าน ที่ต้องอ่านอะไรที่มันดูไม่ค่อยจะรู้เรื่องมานาน
สวัสดี ... ครึ่งชีวิตในรั้วมหาวิทยาลัย
ถ้าถอยหลังไปดูบล๊อกเก่าๆ เราก็จะเห็นตัวเองในสภาพของอะไรซักอย่าง
ที่ชอบฝัน ชอบหวัง และก็ชอบคิดว่าตัวเองเป็นนักเดินทางไปคว้าดาว...
ชีวิตจริงมีดาวดวงที่สูงที่สุดให้เราคว้ารึเปล่า?
อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่ใช้ชีวิตในมหาวิทยาลัยมาก็ครึ่งทางแล้ว ยังไม่แน่ใจเลยว่า ได้เจอดาวมาแล้วบ้างรึเปล่า
ทันคว้ามันไว้มั้ย?
หรือว่ามองมันผ่านๆไป
...
อันนี้ก็ไม่รู้เหมือนกัน... (อีกแล้ว)
...
ที่รู้อย่างหนึ่งก็คือ โลกนี้ไม่ได้มีความสวยงามรอเราอยู่ที่ไหน
ไม่ได้มีมุมไหนดีอย่างที่เราเห็นได้ด้วยตา
และไม่ได้มุมมุมไหนเลวอย่างที่เราเห็นได้ด้วยตา
ทุกอย่างก็ล้วนมีอะไรดีดี ซ่อนอยู่ในอะไรที่ไม่ดีไม่ดี ... ซึ่งมันก็ดี ... เพราะถ้ามองดีดี ... มันก็ดีเอง
หรอ? ...
อ่ะ ชักเริ่มงงแล้ว ว่าจะเขียนอะไร ดูจะเริ่มเรื่อยเปื่อยออกนอกลู่นอกทาง
เป็นเครื่องบ่งชี้ให้เห็นว่าวันนี้ว่างจริงๆ ...
ทำไมวันนี้ปู(มึง)ถึงว่างล่ะ?
อ๋อ ก็เพราะวันนี้เป็ฯวันรับปริญญาไง !!!
สวัสดี ... วันรับปริญญา
วันรับปริญญาปีนี้ เรามีความสุขมากเลยนะ
อาจเป็นเพราะว่า พี่พี่รุ่นนี้ คือพี่พี่รุ่นแรก ที่เราติบโตมาพร้อมๆกับเค้าอย่างสนิทสนม
เราเข้ามาปีหนึ่ง พี่พี่ก็อยู่ปีสาม ... เห็นพี่พี่มาสองปี
วันนี้เป็นบัณฑิตกันซะแล้ว
เมื่อตอนเราอยู่ปีหนึ่ง ในวันรับปริญญา
เรามักจะตื่นเต้นกับบรรยากาศที่ครึกครื้น เสียงบูม เสียงเพลง
ผู้คนมากมายแต่งตัวสวยๆมาถ่ายรูป ...
เป็นภาพที่น่าประทับใจ เหมือนเป็นเทศกาลอะไรสนุกๆซักอย่าง
แต่แปลกดี ที่ปีนี้ แม้เราจะหายตื่นเต้นกับบรรยากาศ
... เรากลับหันมาตื่นเต้นกับ "คน" ที่เราเคยรู้จักอย่างดี
คนที่กำลังสวมชุดครุย ถือปริญญาบัตรในมือ
เมื่อครั้งปีหนึ่ง พี่บัณฑิตคืออะไรซักอย่าง พี่ปีสี่ก็คืออะไรซักอย่าง
ส่นพี่ปีสามนี่แหละ ที่เป็นidol ของเรา
พี่เก่ง พี่ใจดี พี่ดูแล พี่ให้คำปรึกษา พี่ทำให้เรารู้สึกว่า พี่เป็นผู้ใหญ่ชะมัดเลย
ส่วนวันนี้ ... เราเป็นปีสามแล้ว (หรอเนี่ย!) แน่นอนว่าหลายๆอย่างย่อมเปลี่ยนไป
"ยินดีด้วยนะคะพี่" "พี่จะทำอะไรต่อคะ" "พี่จะเรียนต่อมั้ย" "พี่ทำงานอะไรอยู่ตอนนี้" "พี่กลับมาบ่อยๆน้า"
เราถามคำถามเหล่านี้ครั้งแล้วกับเล่า กับรุ่นพี่คนแล้วคนเล่า
"จ้า เราก็รีบๆจบนะ" "พี่คงเรียนต่อแหละ" "พี่ไปต่ออังกฤษจ้า" "พี่ไปเรียนทำอาหารที่ฝรั่งเศส" "พี่ทำงานแล้วแหละ"
และนี่ก็คืดคำตอบที่เราได้รับ...
ไหนว่าปริญญาคืดความสำเร็จไง
เราว่า
การที่เราจะทำอะไรต่อหลังจากความสำเร็จนี่แหละที่ยากที่สุด
(...เนอะพี่เนอะ...)
มาถ่ายรูปกับพี่พี่วันนี้ เราก็คิดโน่นคิดนี่ไปเรื่อย
ได้มองเห็นคนหลายๆรุ่น หลายๆช่วงอายุ
แต่ละรุ่นก็มางานด้วยจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน
รุ่นน้องก็ขายของ บูมพี่ หาเงินไปทำกิจกรรม
รุ่นเราก็ถ่ายรูป แสดงความคิดดี
รุ่นพี่บัณฑิตก็ ... นะ ... แช่มชื่น
รุ่นพี่ขึ้นไปอีก ก็กลับมาหารุ่นน้อง สั่งเสียให้รีบๆหางาน
พ่อ แม่ แฟน ... ทุกคนก็มา มารอ มาแสดงความยินดี มาถ่ายรูป มาเจอหน้าจากที่ไม่เจอกันมานาน
ดีเนอะ ...
เราเอง วันนี้ก็พยายามนัดน้องๆชมรมหน้าใหม่ มาถ่ายรูปกับพี่บัณฑิต
น้องๆบอกว่าจะมา ก็ไม่มากันเป็นแถว
เราก็แอบเซ็งๆอยู่แหละ ... แต่ก็เข้าใจ คนเรามันขี้เกียจกันได้
ตอนนั่งรอน้องๆ เราก็แอบเหนื่อยในใจ ทำไมมันยากอย่างงี้วะ
ไอ้การดูแลชมรมเนี่ย หรือชั้นมันเป็นคนที่ซวย
เจอแต่อะไรให้ต้องเหนื่อยอยู่เรื่อย ... ทำไมนะทำไม ...
ก็คิดไปน่ะนะ ตามประสาคนงานหนัก
แต่พอรวบรวมน้องได้จำนวนหนึ่ง
และก็เคลื่อนพลไปถ่ายรูปกับพี่พี่ ก็รู้สึกมีกำลังใจขึ้นมาทันที
เวลามองขึ้นไปว่า ...
พอน้องๆพวกนี้เริ่มมาสนิทสนมกับชรม แล้วในที่สุด ก็จะกลายเป็นความสนิท แบบที่พี่ๆสนิทกัน
เราก็รู้สึก มีแรงที่จะพยายามต่อๆไป ชมรมเราจะได้อยู่รอดปลอกภัยไปอย่างแฮปปี้
ตกเย็น ก็พากันไปกินข้าว ... ซึ่งไอ้ตอนกินข้าวนี่แหละ ที่เราชอบที่สุด
เป็นเวลาที่เราได้นั่ง ได้กิน ได้คุย ... สบายใจที่สุดและ
ได้ฟังเรื่องเล่าจากพี่เก่าคนหนึ่ง
ชื่อว่า พี่โบ (ตอนนี้พี่โบทำงานอยู่ที่อัมรินทร์) ...
พี่โบเล่าให้ฟังว่า ตอนพี่เค้าอยู่ปีหนึ่ง ตอนนั้น ชมรมมีพี่ขลุ่ยอยู่แค่คนเดียว
ไม่มีใคร ไม่มีอะไรเลย ดูวังเวงเงียบเหงามากๆ
พี่โบก็เลยรู้สึกไม่ค่อยประทับใจเท่าไรกับชมรมนี้ ...
เวลาเทียบกับชมรมที่เฮฮา ร้องเพลง มีหนุ่มๆเยอะๆ ชมรมพวกนั้นสนุกกว่าเยอะเลย
... แต่พี่ขลุ่ยก็พยายามโทรถามสารทุกข์สุขดิบเป็ฯรยะ ชวนเขียนโน่นนี่ ... ซึ่ง ... มันน่าประทับใจ
ตั้งแต่นั้น ปีต่อมา พี่ขลุ่ย และพี่โบ และพี่ๆอีกไม่กี่คน ก็รวมตัวกัน พลิกฟื้นชมรมขึ้นมาใหม่
จนเจริญรุ่งเรืองขึ้นมา ... ถ้านับดูแล้ว ก็เมื่อช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมานี้เอง
...
พอเอามาเทียบกับรุ่นเราแล้ว ทุกอย่างก็เลยดูเป็นเรื่องเล็กไปทันตา
เราเริ่มต้นจากหลักร้อยแล้วด้วยซ้ำ ไม่ได้เริ่มจากศูนย์เหมือนพวกพี่พี่ ...
การพยายามทำให้ดีที่สุด เพื่อให้ได้สิ่งที่ดี่ที่สุดสำหรับชมรมที่เรารัก ... คงไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ขอบคุณ พี่ๆ น้องๆ ชมรมทุกคน ที่อยู่เคียงข้าง ช่วยเหลือ และทำทุกๆอย่าง ให้รู้ว่าเราไม่ได้เดินคนเดียว
... เชื่อว่าทุกอย่างจะออกมาดีทีเดียว ... ถ้าเรายังคงก้าวเดินต่อไป ไม่ท้อซะก่อน
.........................................................................................................
เอ้ออออออ
ปีสามแล้ว ย่อมไม่ใช่เวลาที่จะระลึกความหลัง
ว่าเมื่อก่อนเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ และฝันเฟื่องว่าอยากเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
... ทุกอย่างที่จะทำ เราก็จะต้องลงมือทำเลย
... ทุกอย่างที่จะไม่ทำ ก็ควรจะเลิกทำให้เด็ดขาด
เราไม่อาจพูดได้ว่าเราโตขึ้น
แต่เราก็พูดได้ว่า เราเปลี่ยนแปลงไปจากแต่ก่อนมากๆ
ไม่รู้ว่าเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นมั้ย แต่อย่างน้อย ก็ไม่ได้แย่ลง
ขอบคุณชีวิตวันนี้ ที่มีแง่มุมที่มีความสุข เพียงพอให้เราได้ก้าวเดินต่อไป
ความรักดีดี ที่ผู้ชายคนหนึ่งมอบให้
ความผูกพันดีดี ที่เพื่อนๆหลายคนมอบให้
ความอบอุ่นดีดี ที่ครอบครัวมอบให้
...
เราจะสร้างความดี เพื่อมอบคืนให้แก่คนที่มอบทุกๆอย่างที่ดีให้แก่เรา ...
เลิกเรียงร้อยถ้อยฝันเช่นวันก่อน
แต่บทกลอนย่อสรรค์วรรณศิลป์
หยุดคว้าดาว--รู้ชีวิตนั้นติดดิน
แต่ยังดิ้นรนอยู่สู้ถากทาง
พบอะไร เห็นอะไร ใครก็เห็น
ต้องคิดเป็นถ้วนถี่ที่ทุกอย่าง
นั่นดวงดาวซ่อนซุ่มในหลุมพราง
โน่นโลกกว้างเร้นกายปลายทางตัน
เรื่องนี้ ... อ่านง่าย
เพราะคล้ายคล้ายเรื่องรันทดคนหมดฝัน
ชีวิตจริงต้องลุกยืนตื่นทุกวัน
นอนรำพันอยู่เนี่ย... เสียเวลา!
July 01 เรื่องเล่าบนรถไฟ
...เรื่องเล่าบนรถไฟ...
เพียงล้อรถบดรางอย่างเฉื่อยช้า ชานชาลาที่แตกตื่นกลับคืนเหงา ทิ้งรอยหวั่นแห่งใจไว้หลายเงา ทิ้งรอยเศร้าของใครไว้เต็มลาน
ว่ากันว่า...บนรถไฟทุกใจ ... เหงา
ต่างคนเฝ้ามองฟ้าเป็นอาหาร
ต่างคนทุกข์ทดท้อนานต่อนาน
ต่างคนมีปณิธานสถิตใจ
ว่ากันว่า... บนรถไฟทุกใจ ... ห่าง
มีฉากกางกั้นซ่อนมุมอ่อนไหว
กั้นคนออกจากคนจนห่างไกล
ตาก็ไร้อุ่นเอื้อเมื่อสบตา
ว่ากันว่า... บนรถไฟทุกใจ ... ร้อน
แดสะท้อนภาพใดก็ไร้ค่า
เมื่อใจถูกแดดชอนจนอ่อนล้า
ย่อมด้านชาเกินเข้าใจในความงาม
ว่ากันว่า... บนรถไฟทุกใจ ... หวั่น
คล้ายการสานสัมพันธ์นั้นต้องห้าม
อันตรายรอรุกอยู่ทุกยาม
อย่าผลีผลามยิ้มให้ใครทั้งนั้น
................................................
ว่ากันว่า ... ว่ากันว่า ... ว่ากันว่า ...
ทุกใจต้องมุ่งหน้าอย่าไหวหวั่น
ทุกใจต้องวางใจไว้ห่างกัน
ทุกใจยังเก็บฝันไว้มิดชิด
เพียงล้อเหล็กชะลอช้าอีกคราครั้ง
ว่ากันว่า...ไฟหวังจะจุดติด
ใจจะรู้หน้าที่ของชีวิต
และเรื่องเล่าจะถูกปิดไว้ที่นั้น
เถิดนั่งรถไฟ...
คุ้มค่าใจทนเศร้าระยะสั้น
เธอจะยินเรื่องเล่าราวร้อยพัน
เก็บไว้ปันให้ใจได้หวนนึก...
June 12 ไม่โดนกับตัวไม่รู้
ฉาก : ห้องประชุมในเมืองกรุง, ตลาดในเมืองกรุง ผู้พูด : นักการเมือง, แม่ค้าขายผักในตลาด
“ใครไม่โดนทำร้ายย่อมไม่รู้ พรรคเราสู้มาเท่าไรใครก็เห็น ย่อมต้องคดโกงบ้างครั้งจำเป็น จะมัวเย็นอยู่ไม่ได้ในการรบ
กลยุทธทุกชนิดคิดเพื่อชาติ ดำรงศาสน์ เทิดกษัตริย์ รัฐสงบ คด เพื่อสร้างอุดมการณ์กอปรงานครบ มาสั่งลบกันง่ายง่ายได้อย่างไร
ในเมื่อกฎเลวร้าย ... ผมไม่รับ ผมโดนปรับโดนปรำช้ำเกินไข ชาติจะวุ่น ชนจะหวั่น จะพรั่นภัย ยุบทำไมที่รัก ... พรรคดีดี
... โถ่ใครเล่าจะรู้... ปณิธานสวยหรูถูกป้ายสี คุณอาจพูดกันหมดว่า กฎ มี ก็ใช่นี่ ! คุณไม่โดนกับตัวเอง”
........................................................................
“ใครไม่โดนทำร้ายย่อมไม่รู้
ขายผักหญ้ายาไส้ไร้คนเกรง
ถูกยำเยงคุกคามจากความจน
เคยรับไหว้รับเงินท่านเดินแจก
ยังนึกแปลกใจบ้างในบางหน
ผิดหรือไม่ ขายเสียงเพื่อเลี้ยงตน
แต่เหลือทน แบงค์เทา เจ้าล่อตา
“อย่าซื้อเสียงขายสิทธิ์” ฟังติดหู
แต่เห็นอยู่สิทธิ์นี้แสนมีค่า
ใช้แลกได้หลายมื้อซื้อข้าวปลา
จะเชิดหน้าหวงไปทำไมกัน
... โถ่ใครเล่าจะรู้...
เมื่อความหิวนั้นอยู่แม้ยามฝัน
เขาว่าผิดกฎหมาย ... พูดรายวัน
ใช่สินั่น ! เขาไม่โดนกับตัวเอง”
..….
“…ต้องแจกเงินอีกกี่หนช่วยคนยาก
ต้องโกงมากอีกกี่ยามเพื่อความเร่ง
ต้องล้มกฎอีกกี่ข้อพอครื้นเครง
ต้องข่มเหงอีกเท่าไรใจจึงชื้น
... ใครใครก็รู้...
ที่ทำอยู่ลบไทยได้ทั้งผืน
หากความดีสิ้นไร้ใครหยั่งยืน
เราอาจต้อง สะอึกสะอื้น อย่าง “รู้กัน”…”
…………………………………………………………………..
June 02 ดาวประจำเมือง ...…ดาวประจำเมือง…
แม้ไม่อาจเทียบดาวเด่นหาวห้วง แต่หลากดวงหลอดไฟนั้นให้แสง ประดับตึกสึกกร่อนอันอ่อนแรง ความมืดแห่งหุบเมืองจึงเรืองงาม
ธรรมชาติอาจไร้ไปจากโลก ความเศร้าโศกทั้งปวงอาจทวงถาม ฟ้ากลางวันอาจหม่นจนหมดคราม แต่ไฟฟ้ายังวับวามท่ามมลทิน
… เช่นเดียวกัน …
“เธอ” อาจคิดถึงทุ่งโยงรุ้งรัก “เธอ” อาจหนักเหนื่อยใจเมื่อไกลถิ่น “เธอ” อาจรอวันใดหอมไอดิน “เธอ” อาจสิ้นกำลังกลางเมืองกรุง
หากดอกหญ้าร่วมสร้างเส้นทางหวัง ย่อมสะพรั่งสดใสแม้ไกลทุ่ง โน่นไฟฟ้ายังพราวราวโค้งรุ้ง ส่องจรุงกำลังใจให้คนท้อ…
แสงแห่งใจแรงกระพริบระริบหรี่ ดาวเศรษฐีโดดเด่นอาจเป็นต่อแต่หากฟ้าล้าแรงแสงไม่พอ
“เธอ” จะส่องแสงรออยู่เพียบดิน
|
|
||||||||||||||
|
|